Skip to main content

การศึกษาแบบ นีโอฮิวแมนนิส หรือ positive perfection

   การศึกษาแบบ นีโอฮิวแมนนิส หรือ positive perfection มีลักษณะเป็น แนวทางเพื่อเอื้อให้เด็กมีความเก่ง ฉลาด แข็งแรง มีน้ำใจโดยใช้วิธีการด้านบวก โดยมีหลักการพื้นฐานคือ
1.) เน้นสร้างบรรยากาศให้คลื่นสมองต่ำ
2.) เน้นสร้างพัฒนาการเซลส์สมองเด็ก
3.) เน้นสร้างภาพด้านบวกให้กับเด็ก
4.) เน้นการสร้างตัวอย่างที่ดีให้กับเด็ก
5.) เน้นการให้ความรักกับเด็ก

   คลื่นสมองต่ำคือ สภาวะที่จิตอยู่ในลักษณะผ่อนคลายที่สุด ไร้ความเครียดและกังวล เพราะสภาวะจิดใจเช่นนั้น จะทำให้คนเราเกิดการเรียนรู้ และใช้ศักยภาพของตัวเองได้สูงที่สุด ดังนั้นเราจึงสามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุด เมื่อเรามีความสุข ความสบายใจ หรือ สภาวะคลื่นสมองต่ำ



   ลักษณะคลื่นสมองแบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆได้ 2 กลุ่ม คือ

1.) คลื่นเบต้า มีความถี่คลื่นสมองอยู่ที่ 13 - 40 รอบต่อวินาที อันเป็นลักษณะของคนที่มีความเครียดอยู่สูง ในสภาวะเช่นนี้คน จะเรียนรู้ได้ช้า และไม่มีความสุข

2.) คลื่นสมองอัลฟา มีความถี่คลื่นสมองอยู่ที่ 8 - 13 รอบต่อวินาที อันเป็นลักษณะคลื่นสมองของคนที่มีความสงบในจิตใจ ในสภาวะเช่นนี้คนจะเรียนรู้ได้เร็ว จดจำได้ดี และมีความสุข

   การสร้างสภาวะคลื่นสมองต่ำ ทำได้หลายวิธี เช่นการฟังดนตรีที่ดี การออกกำลังกายอย่างเหมาะสม การพูดคุยกับคนรอบข้าง การฝีกโยคะ การฝึกสมาธิ ดังนั้นในการจะส่งเสริมให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วนั้น เราจำเป็นต้องจัดการสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม คือ ต้องได้รับความเป็นมิตรจากคนรอบข้าง ยิ้มแย้ม ได้รับประทานอาหารที่ดี (ไม่มีโปรตีนมากเกินไป และรสไม่จัด) ได้ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ได้รับการชมเชยอย่างเพียงพอ มีการฝีกโยคะ และสมาธิ โดยมีเพลงบรรเลงคลออยู่เบาๆ ก็จะทำให้คลื่นสมองอยู่ในระดับต่ำ และพร้อมที่จะได้รับการเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็ว

   การพัฒนาเซลส์สมอง โดยเด็กแทบทุกคนเกิดมาด้วยจำนวนเซลส์สมองที่ใกล้เคียงกัน แต่สิ่งที่จะกำหนดความฉลาดของแต่ละคนนั้นคือ เซลส์ประสานประสาท (Synapse) โดยหากยิ่งมีเซลส์ประสานประสาทมากขึ้นเท่าใด การทำงานของสมองก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น กล่าวง่ายๆคือ ความคิดที่ว่องไว เฉียบคม และความจำที่ดี มีผลมาจากการที่มี เซลส์ประสานประสาทที่่มากนั้นเอง สิ่งที่ต้องให้ความสำคัญก็คือ เซลส์ประสานประสาทที่มีความหมายมากมายนี้ พัฒนามากกว่า 80% ในช่วงต้นของชีวิต (ปฐมวัย)

   การพัฒนาเซลส์สมองสามารถทำได้หลายวิธี เช่น การออกกำลังกายที่ได้ฝึกการใช้มือและเท้ามากๆ เช่นการเต้นแอโรบิค การว่ายน้ำเป็นต้น นอกจากนี้การฝึกใช้จิตนาการของสมองโดยตรง เช่นงานศิลปะ การปั้นแป้ง ดนตรี ร่วมไปถึงการฝึกที่เป็นวิชาการเช่นคณิตศาสตร์ ภาษา ล้วนมีส่วนในการพัฒนาการของเซลส์สมองทั้งสิ้น

  การสร้างภาพพจน์ด้านบวกให้กับเด็ก คือการสร้างความรู้สึกที่ดีให้กับตัวเด็กเอง เช่นรู้สึกว่าตัวเองมีความเก่ง มีความสามารถ ดูดี สิ่งต่างๆเหล่านี้จะรวมกันเป็นความมั่นใจ ซึ่งจะทำให้เด็กพร้อมเมื่อจะต้องแก้ไขปัญหาต่างๆ หรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้สำเร็จลุล่วง ซึ่งจะต่างจากเด็กที่ไม่มีความมั่นใจ หรือรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าคนอื่น ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องสร้างภาพพจน์ด้านบวกให้กับตัวเด็ก เพื่อให้เด็กมีความรู้สึกมั่นใจ และเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง ด้วยวิธีการง่ายๆเช่น การชมเชย การยอมรับ การแสดงความยินดีเมื่อทำบางอย่างสำเร็จ ฯลฯ

  การเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก เนื่องจากเด็กจะสามารถรับข้อมูลต่างๆได้อย่างรวดเร็วผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านทางการมองเห็น มากกว่าสิ่งที่เขาได้ยิน กล่าวคือเด็กๆจะทำตามสิ่งที่เห็น ไม่ใช่สิ่งที่บอกให้เขาทำ ดังนั้นพฤติกรรมของผู้ใหญ่จึงเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับเด็ก โดยหากเด็กอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ที่อารมย์ดี เด็กก็จะมีอารมย์ที่ดีด้วย หรือหากอยู่ใกล้ผู้ใหญ่ที่สุภาพ มารยาทดี เด็กก็จะมีมารยาทที่ดีด้วยเช่นกัน แต่หากบ้านใดพ่อแม่ติดโทรทัศน์ หรือพูดจาไม่สุภาพ เด็กก็จะมีลักษณะนิสัยที่เหมือนกัน

   การให้ความรักเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เลย สำหรับเด็กในช่วงต้นของชีวิต สัมผัสที่อบอุ่น รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ความเข้าใจ การให้อภัย และการให้กำลังใจ จากคนที่อยู่รอบตัวเด็กจะเป็นสิ่งที่ช่วยให้เด็กมีความสุข และมองชีวิตในแง่ดี ซึ่งแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เด็กจะโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่ดีได้ หากเติบโตมาด้วยความรัก และมีความสุขตั้งแต่วัยเยาว์

ที่มา อนุบาลในดวงใจ

Comments

Popular posts from this blog

แผนภาพวาดให้เป็น เก่งนำเสนอ

ผู้เขียน  :  Yamda Masao แปลโดย ประวัติ เพียรเจริญ ISBN  :  978-974-443-460-9 ปีที่พิมพ์ครั้งแรก  :  2012 จัดพิมพ์โดย  :  สำนักพิมพ์ ส.ส.ท. จำนวนหน้า  :  272 หน้า ราคา  :  220 บาท สรุปเนื้อหาสำคัญ    หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เป็นหนังสือที่สอนวิธีการวาดภาพ แต่เป็นหนังสือที่สอนให้ใช้รูปภาพ (หมายถึง แผนภูมิ, กราฟ และตารางต่างๆ) เพื่อใช้ในการนำเสนอสิ่งต่างๆ ความคิดเห็น ข้อมูล ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งหวังให้คนอ่านสามารถทำความเข้าใจได้ง่ายขึ้น เพราะความคิดของแต่ล่ะคนไม่เหมือนกัน การนำเสนอความคิดด้วยภาพจึงมีความสำคัญมาก  "ความคิดถึงแม้จะดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่สามารถอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ ก็ไร้ประโยชน์"    โดยมีการแยกสัดส่วนของเนื้อหาได้ดี มีการสรุปเป็นหัวข้อๆ ให้เข้าใจได้ง่าย โดยแบ่งออกเป็น 6 กลุ่ม คือ  สารที่ต้องการสื่อออกไป เป็นการกำหนดสิ่งที่ต้องการจะถ่ายทอดออกไปให้ชัดเจน และเรียยเรียงอย่างมีระบบ รูปแบบ หรือกรอบความคิดที่จะใช้สำหรับสื่อสาร "สาร" ออกไป เช่นเป็นตารางข้อมูล เ...

ส่วนประกอบของ android แอพพลิเคชัน (Android Application Component)

    ส่วนประกอบของ แอพพลิเคชัน (Application Component) สามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ประเภทดังนี้ ๑. Activity (User Interface)  คือ สิ่งท่ีใช้ในการแสดงผลออกมาเพื่อให้ผู้ใช้งานได้เห็น และได้ใช้งานโดย แต่ละแอปพลิเคชนััน อาจจะมีActivity เดียว หรือหลายๆ Activity และส่ิงที่อยู่ใน Activity นั้นจะเรียกว่า View ซึ่งมีอยู่หลายรูปแบบ เช่น button, text field, scroll bars, menu items, check boxes และอื่นๆ ๒. Service (Service Provider)  เป็นส่วนที่ไม่มีการแสดงผลแต ถูกเรียกใช้ให้ รันอยู่ในลักษณะของ background process โดย service นั้นอาจจะมีการกระทำ อะไรบางอย่าง เช่น ติดต่อรับส่งข้อมูลผ่านเครือข่าย หรือคำนวณค่าต่างๆ แล้วทำการส่งข้อมูลไปแสดงยัง Activity ก็ได้ หรือการเปิดเพลงในขณะที่เรากำลังทำงานบน แอพพลิเคชั่นอื่น ๓. Broadcast receiver (DataProvider)  คือ ตัวที่ใช้สำหรับคอยรับและตอบสนองต่อ เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดข้ึน เช่น เมื่อแบตเตอรี่ต่ำ ,การเปล่ียนภาษา, มีการโทรออก, มีข้อความเข้าและอื่นๆ ถึงแม้ broadcast receiver จะไม่มีส่วนของการแสดงผลแต่ก็สามารถที่จะเรียก...

เมื่อภูเขาน้ำแข็งละลาย Our Iceberg Is Melting

ผู้เขียน  :  John Kotter & Holger Rathgeber แปลโดย  :  ธันยวัชร์ ไชยตระกูลชัย ISBN  :  978-974-655-404-6 ปีที่พิมพ์  :  2010 สำนักพิมพ์  :  มหาวิทยาลัยศรีปทุม จำนวนหน้า  :  158 หน้า ราคา  :  280 บาท  สรุปเนื้อหาสำคัญ    เป็นนิทานที่มีการดำเนินเรื่องอยู่ที่ แอนตาร์กติกา โดยมีตัวเอกเป็นเพนกวิน โดยมีเป้าหมายอยู่ที่การสร้างความเปลี่ยนแปลง ก่อนสถานการจะเปลี่ยนแปลงไป ด้วยวิธีการง่ายๆ ๘ ขั้นตอน    เรื่องย่อนิทาน เพื่อให้คนที่ไม่มีโอกาสได้อ่านหนังสือเล่มนี้พอเข้าใจ แต่จะไม่ลงรายละเอียด (เพราะถ้าคุณสนใจมันจริงๆ คุณต้องไปซื้อ หรือหามาอ่านเอง)        เพนกวินอาศัยอยู่บนเกาะน้ำแข็งของพวกมันมานาน หลายรุ่นจนเชื่อว่าเกาะน้ำแข็งของมันจะอยู่ในสภาพนี้ไปตลอดกาล แต่แล้วก็มีเกนกวินตัวหนึ่งพบว่าเกาะน้ำแข็ง บ้านของพวกมันกำลังค่อยๆละลายลงแล้ว และมีความเสี่ยงอย่างมากที่เกาะของพวกมันจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ    เพนกวินตัวนั้นนำเรื่องเข้าสู่คณะบริหารของกลุ่มเพนกวิน (อย่าสงสัยมาก...